อาการแพ้ยา

 

ความรู้สำหรับผู้ป่วย: อาการแพ้ยา
คำจำกัดความ
            อาการแพ้ยาเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิต้านทานของร่างกายต่อยาที่ใช้  องค์กรโรคภูมิแพ้ของโลกหรือ World Allergy Organization (WAO) ได้แบ่งอาการแพ้เป็นสองชนิด

  1. ชนิดเฉียบพลัน (Immediate) หรือ Type I  Hypersensitivity

ผู้ป่วยเริ่มมีอาการภายในหนึ่งชั่วโมง  หลังจากที่ได้รับยา  อาการแพ้นี้เกิดจากปฏิกิริยา
IgE (ซึ่งบางกรณีอาจเกิดนานกว่าหนึ่งชั่วโมงในผู้ป่วยที่ได้รับยาทางปาก)  อย่างไรก็ตามปฏิกิริยา IgE รุนแรงได้มาก  จนถึงขั้นหายใจลำบาก  และเกิด Anaphylaxis และ Shock ได้อย่างรวดเร็ว

  1. ชนิดไม่เฉียบพลัน (Delayed) เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นหลังได้รับยาเกินหนึ่งชั่วโมง 

ส่วนมากหลังหกชั่วโมงขึ้นไป  บางคนอาจจะเกิดขึ้นเป็นวัน  หลังได้รับยา  ตัวอย่างเช่น  อาการแพ้  Amoxicillin เกิดขึ้น 7-10 วัน  หลังได้รับยา  บางคนเริ่มมีอาการแพ้เมื่อหยุดยาไปแล้ว 1-3 วัน  อาการไม่เฉียบพลันนี้เกิดจากกลไกได้หลายอย่าง  แต่ไม่ได้เกิดจากปฏิกิริยา IgE
อาการแพ้บางชนิดเกิดหลายสัปดาห์หลังได้รับยา  เช่น  “Drug Reaction with Eosinophilia and Systemic Symptom” หรือ DRESS Syndrome  ผู้ป่วยจะมีอาการ 1-2 สัปดาห์หลังได้รับยาต่อเนื่อง  ปรากฏอาการแพ้ในหลายอวัยวะ  มีผื่น, ตับอักเสบ, หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นไม่เป็นจังหวะ  บางทีเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Drug-Induced  Hypersensitivity  Syndrome (DiHS) อาการอาจจะคงอยู่ได้นาน  แม้จะหยุดยาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม
            การแพ้ยาที่ไม่เฉียบพลัน  นอกจากแบ่งตามระยะเวลาแพ้  ตั้งแต่ได้รับยาแล้ว  ยังสามารถแบ่งเป็น 3 ชนิดตามลักษณะการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ดังนี้
            Type II  Hypersensitivity:  เป็นอาการแพ้ที่เกิดจาก IgG ไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาว  และเกล็ดเลือด  จึงทำให้เกิดโลหิตจาง (Anemia), เม็ดเลือดขาวชนิด Neutrophil ต่ำ (Neutropenia) และเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia)
            ยาที่มักทำให้เกิด Anemia ได้แก่  Cephalosporins, Penicillins, NSAIDs, Quinine/Quinidine  ทำให้อ่อนเพลีย  ซีด  ปัสสาวะสีเข้ม  หัวใจเต้นเร็ว
            ยาที่ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ  ได้แก่   Abciximab, Vancomycin, Carbamazepine, Sulfonamide, NSAIDs (ยาแก้ปวด) และ Gold Compound  เป็นต้น
            ยาที่ทำให้เกิด Neutropenia  คือ Propythiouracil (PTU) ซึ่งใช้รักษาไทรอยด์เป็นพิษ, ยาต้าน Malaria คือ Amodraquine
            Type III  Hypersensitivity:  เกิดจาก Antigen-Antibody  Complex ทำให้มี Complement ต่ำ  อาการมีหลายแบบ

  1. Drug Fever (ไข้ที่เกิดจากยา)
  2. Serum Sickness  อาการแพ้ทั่วไป  อาจจะเกิดหลังได้ยานาน 14 วัน  อาการประกอบด้วย 

ไข้, คัน, ปวดข้อ (นิ้วมือ/เท้า), ต่อมน้ำเหลืองโต,  อ่อนเพลีย, ม้ามโต  อาจจะมีความดันโลหิตต่ำ, Glomerulonephritis (ไตอักเสบ, ม้ามโต  และ Shock ได้)  ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิด Serum Sickness ได้แก่  Allopurinol, Cephalosporin, Griseofulvin

  1. Hypersensitivity Vasculitis ได้แก่  การที่มีเม็ดเลือดขาวเกาะบริเวณเส้นเลือดเล็กทำให้

เส้นเลือดอักเสบ  เช่น  ตามผิวหนัง, ข้อ, ลำไส้, ไต  บางครั้งเรียก Leukocytoclastic Vasculitis โรคนี้มักหายเองหลังหยุดยา
Type IV Hypersensitivity  หรือ Delayed Hypersensitivity:  เป็นการอักเสบผ่านทางเซลล์ (Cell Mediated Hypersensitivity)  ยาไปกระตุ้น T Cell ซึ่งทำให้ผิวหนัง  ตับอักเสบและอาจจะทำให้อวัยวะอื่นอักเสบด้วย  กลุ่มอาการมีมาก  เช่น  ผิวหนังลอกคล้ายใบไม้ร่วง (Exfoliative Dermatosis) Stevens Johnson Syndrome (SJS), DRESS Syndrome (Drug  Reaction with Eosinophilia and Systemic Symptoms) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า DiHS (Drug-Induced Hypersensitivity Syndrome) และ Toxic Epidermal Necrolysis (TEN) เป็นต้น
การซักประวัติว่าผู้ป่วยแพ้ยาอะไร

  1. ผู้ป่วยที่สงสัยมีอาการอะไรบ้าง?  เข้ากับการแพ้ยาชนิดใด?
  2. เริ่มสงสัยว่าแพ้ยาตั้งแต่เมื่อไร?
  3. การแพ้ยารุนแรงหรือไม่? ต้องได้รับการรักษาหรือนอนโรงพยาบาลหรือไม่?
  4. อะไรคือข้อบ่งชี้ของการได้รับยา (ได้ยารักษาอะไร)?
  5. ยาที่ได้รับให้อย่างไร  เช่น  ยากิน, ยาฉีด, ยาอม  เป็นต้น
  6. ผู้ป่วยเคยได้รับยาชนิดเดียวกันนี้ในอดีตหรือไม่?
  7. ผู้ป่วยได้รับยาอะไรร่วมกับยาที่สงสัยว่าจะแพ้บ้าง?  มียาอะไรที่รับประทานร่วมกันที่ถือ

ว่าเป็นยาที่ได้รับใหม่?

  1. อาการเริ่มแพ้สัมพันธ์กับเวลาที่ใช้ยาที่สงสัยว่าจะแพ้อย่างไร?
  2. เมื่อสงสัยแพ้ยา  ได้รับการรักษาอย่างไร  การรักษาได้ผลหรือไม่?
  3. เมื่อสงสัยว่าแพ้ยา  และหยุดยาแล้ว  เคยได้รับยาซ้ำหรือไม่  ถ้าเคยได้รับยาเดิม  หรือ

ยากลุ่มเดิมซ้ำ  อาการแพ้กลับเป็นใหม่หรือไม่?

  1. มีประวัติเคยได้รับยาตัวอื่นในกลุ่มเดียวกันหรือไม่?  มีหรือไม่มีอาการคล้ายคลึงกับ

อาการที่แพ้
การทดสอบภาวะแพ้ยาก่อนให้ยา

  1. Skin Test: เราสามารถทำ Skin Test เพื่อตรวจโอกาสแพ้ยาได้  นอกจาก Skin Test แล้ว

อาจตรวจ T Cell  บางชนิด  เช่น CD69 ในหลอดทดลอง  เพื่อดูภาวะแพ้ได้  หลักการทำและการแปลผล Skin Test คล้าย Tuberculin Test เพื่อทดสอบวัณโรค (Tuberculosis) ในร่างกาย

 

  1. การให้ยาแบบค่อยเป็นค่อยไป (Graded Challenge) จะทำต่อเมื่อสงสัยว่าผู้ป่วยไม่น่าจะ

แพ้ยา  ไม่ทำในผู้ป่วยที่ Skin Test ให้ผลบวกคือ  ระบุว่าผู้ป่วยอาจจะแพ้ยา  ถ้าค่อยๆให้ยาแล้วผู้ป่วยไม่มีปัญหา  แสดงว่าผู้ป่วยไม่แพ้ยานั้น  ระวังอย่าทำ Graded Challenge ในผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ขั้นรุนแรง  เช่น Exfoliative Dermatitis, SJS, TEN, DRESS  เป็นต้น
การตัดสินใจเมื่อวินิจฉัยว่าผู้ป่วยอาจจะแพ้ยา

  1. ให้หยุดยาที่สงสัยว่าแพ้
  2. ให้ยากลุ่มอื่น/ตัวอื่น  ที่มีผลการรักษาใกล้เคียงกัน  แม้ราคาอาจจะแพงกว่า
  3. ให้ยาตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน  ลักษณะค่อยเป็นค่อยไปเผื่อว่าอาจจะไม่แพ้  และได้

ประโยชน์จากยา

  1. ให้ปรึกษา Immunologist  เพื่อทำ Desensitization ของยาที่แพ้  คือ  ทำให้ร่างกายไม่

สร้างภูมิต้านยา  จะสามารถใช้ยานั้นได้

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Weiss ME, Adkinson NF. Immediate Hypersensitivity Reaction to Penicillin and Related

             Antibiotics.

  1. Pitcher WJ. An Approach to the Patient with Drug Allergy. www.uptodate.com

             Accessed March 24,2013

 

ชนิด

ยาที่แพ้ได้บ่อย

อาการ

การตรวจ

Type I

Beta-lactam antibiotic
(penicillins & cephalosporins);
ยาคลายกล้ามเนื้อ ; Monoclonal
antibody (cetuximab,
rituximab);   เคมีบำบัด 
(carboplatin, cisplatin)

Urticaria, angioedema,
bronchospasm, laryngeal
edema, nausea, vomiting,
hypotension, shock

ตรวจได้ด้วย skin
prick and intra
dermal testing

Type II

Beta-lactam antibiotic; NSAIDs,
quinidine, methyldopa,
ticopidine

Hemolytic anemia;
thrombocytopenia; neutropenia
or agranulocytosis

Direct Coombs tests;
test for anti-platelet
antibodies; tests for
anti-neutrophil
antibodies

Type III

Beta-lactam antibiotics;
sulfonamide antibiotics;
sirolimus; tacrolimus

Serum sickness; small vessels
vasculitis; drug fever;
glomerulonephritis

No direct diagnosis
available.  Biopsy of
affected tissue is
sometimes helpful.

Type IV

Beta-lactam ATB; sulfonamide;
sulfasalazine, minocycline,
phenyltoin, carbamacepine,
lamotrigine, allopurinol,
abacavir, nevirapine

Skin findings +/- other organ
involvement; DRESS or DiHS;
Acute generalized
exanthematous pustules
(AGEP); SJS/TEN

Skin test; in vitro
lymphocyte or CD69
test; Graded
Challenges

สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ

บัตร Premier Card Saint Louis
ขอเชิญท่านผู้รับบริการสมัครเป็นสมาชิก
เพื่อรับส่วนลดในการใช้บริการดังนี้

สำหรับผู้รับบริการทั่วไป
(มีประวัติคนไข้ที่โรงพยาบาลแล้ว)
-รับส่วนลดค่าห้องพัก 10%
-รับส่วนลดค่ายา 10%
(ยกเว้นยารายการพิเศษ)

ค่าสมัคร
- สมาชิกใหม่ 300 บาท
(ค่าธรรมเนียมแรกเข้า 100 บาท
 ค่าสมาชิกราย 2 ปี 200 บาท) 
- ต่ออายุบัตรสำหรับสมาชิกเก่า 200 บาท

สอบถามรายละเอียดได้ที่ :
ศูนย์บริการเอกสาร ชั้น 1 อาคารร้อยปีฯ
โทร. 0-2675-5000 ต่อ 10193

ติดต่อโรงพยาบาล


โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์
27 ถนนสาทรใต้ กรุงเทพฯ 10120
โทร. 0-2675-5000
แฟกซ์. 0-2675-5200
อีเมล์ :  

Saint Louis Hospita
27 South Sathorn Rd.,Bangkok 10120
Thailand.
Tel. +662 210-9999, 675-5000
Email : 




Thursday the 24th. Saint Louis Hospital. พบปัญหาการใช้งาน แนะนำ ติ ชม เพื่อพัฒนา Website ได้ที่ pr@saintlouis.or.th